หากเอ่ยชื่อ “อาจารย์หมู” ผู้อยู่ในแวดวงกีฬาทั้งในเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงย่อมต้องรู้จักคุ้นเคย ชื่อจริง คือ ดร.จารุวัฒน์ สัตยานุรักษ์ ผู้เรียนจบและทำงานเติบโตมาจากวิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่ ตำแหน่งสุดท้ายคือ รองอธิบการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติวิทยาเขตเชียงใหม่
อาจารย์หมูเป็นหนึ่งในผู้เล่นทีมฟุตบอลเชียงใหม่ที่ไปคว้าแชมป์ยามาฮ่าไทยแลนด์คัพที่สนามศุภชลาศัยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๑ เป็นชื่อเสียงและเกียรติประวัติอย่างสูงยิ่งของจังหวัดเชียงใหม่

อาจารย์หมู เล่าว่าเกิดที่จังหวัดสุโขทัยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ ปัจจุบันอายุ ๖๖ ปี เป็นบุตรของพ่อบุญเจริญและแม่อรอนงค์ สัตยานุรักษ์ พี่น้อง ๔ คน คือนายบุญอนันต์ สัตยานุรักษ์ ทำงานสถาปนิก, นางวันทิภา สิงห์เจริญ, ดร.จารุวัฒน์ สัตยานุรักษ์(อาจารย์หมู)และ ศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

น้อยคนที่จะทราบว่าอาจารย์หมูมีเชื้อสายชาวอังกฤษ อาจารย์หมูเล่าว่าปู่เป็นชาวอังกฤษ ชื่อเจ.ซีโกล เรียกกันว่าจูเนียร์แจ๊ค มาเป็นนายห้างทำไม้กับบริษัทบอร์เนียวที่จังหวัดลำปางและได้แต่งงานกับย่าชาวลำปางชื่อย่าคำส่วย มีบุตร ๑ คนคือ พ่อบุญเจริญ สัตยานุรักษ์ เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปู่แจ๊คกลับประเทศอังกฤษและส่งเงินมาให้พ่อบุญเจริญเรียนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญกรุงเทพฯ พ่อบุญเจริญยึดอาชีพทำไม้ที่จังหวัดสุโขทัยจึงมาพบและแต่งงานกับแม่อรอนงค์ ต่อมาเปลี่ยนอาชีพมาเป็นผู้จัดการบริษัทซิงเกอร์ภาคเหนือ ในปี พ.ศ.๒๕๐๙ พ่อบุญเจริญมารับตำแหน่งนี้ที่เชียงใหม่และย้ายครอบครัวมาอยู่เชียงใหม่ ที่ทำงานอยู่ใกล้แยกกลางเวียง อาจารย์หมูย้ายตามมาในปีถัดมาและเข้าเรียนชั้น ป.๕ ที่โรงเรียนปรินส์รอแยลส์วิทยาลัย ด้านแม่อรอนงค์เช่าตึกแถวเปิดร้านเสริมสวยอยู่ใกล้แยกกลางเวียงชื่อ “ร้านผุสดี” ต่อมาไปซื้อบ้านอยู่ใกล้ประตูเชียงใหม่ด้านนอก
อาจารย์หมูเล่าเรื่องความชื่นชอบกีฬาฟุตบอลว่า

“จากบ้านที่ประตูเชียงใหม่ ไปโรงเรียนโดยรถสี่ล้อแดงจ่ายรายเดือน ต้องรีบไปโรงเรียนเพื่อไปจองสนามบาสแบ่งข้างเล่นบอลกับเพื่อนโดยใช้ลูกเทนนิสแทนลูกบอล ข้างละ ๔ คน ประตูคือช่องกลางฐานของแป้นบาส ตอนเที่ยงต้องรีบลงมากินข้าวและไปจองสนามบอลเล่นบอล ผมเคยเล่นวอลเลย์บอลเคยได้แชมป์กีฬานักเรียนระดับประถม สมัยนั้นปรินส์ฯ มีชื่อเรื่องกีฬาวอลเลย์บอล, ฟุตบอลต้องยอมยุพราช, มงฟอร์ตเก่งกรีฑา, บาสเก็ตบอลมักขับเคี่ยวกันระหว่างยุพราชและมงฟอร์ต ตอนหลังผมเปลี่ยนไปเล่นฟุตบอล เล่นรุ่นกลาง
“วัยเด็กเคยเล่นทีมติโลกราช นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ทำทีมส่งแข่งและเล่นทีมเยาวชนโอเรนไซน์ คนทำทีมคือ คุณมานิตย์ ขันธสีมา ประธานกลุ่มหนุ่มสาว”
หลังจากจบ ม.ศ.๓ จากโรงเรียนปรินส์ฯแล้ว โยกย้ายไปอยู่กับตายายที่จังหวัดตากเข้าเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคตากและไปเรียนต่อโรงเรียนเซนต์จอห์นที่กรุงเทพฯ ระหว่างนั้นได้เล่นฟุตบอลพัฒนาฝีเท้ามาโดยตลอด เคยไปคัดตัวทีมชาติชุดนักเรียนไทย ติดรอบ ๓๐ คน ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๒๐ มาศึกษาต่อที่วิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่ อาจารย์ไพรัช กันสุทธิ สอนวิทยาลัยพลศึกษาและเคยเป็นนักบอลเขต ๕ ชวนคัดตัวทีมเยาวชนเชียงใหม่ชุดส่งแข่งรายการชิงถ้วยโอรสาธิราชและติดทีมเยาวชนชุดนี้ ทีมเยาวชนเชียงใหม่ได้แชมป์รายการถ้วยโอรสาธิราชในปี พ.ศ.๒๕๒๑ หลังจากนั้นติดทีมเชียงใหม่และทีมเขต ๕ ไปแข่งขันกีฬาเขตใหญ่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๑ รวม ๑๐ เขต ๑๐ ทีม คุณพัฒน์ ตุวานนท์ เป็นประธานฝ่ายฟุตบอลคุมทีมไป ไม่ได้เข้ารอบลึก และเล่นทีมจังหวัดเชียงใหม่อยู่หลายปี

นอกจากเล่นฟุตบอลทีมเชียงใหม่แล้วยังเคยเดินทางไปเล่นให้หลายทีมทางภาคเหนือ อีกทั้งเคยไปเล่นทีมธำรงไทยสโมสรในฟุตบอลถ้วยของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยด้วย
“ทีมวิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่เคยส่งทีมร่วมการแข่งขันฟุตบอลอุดมศึกษา ข.ที่กรุงเทพฯ ปีแรกได้เข้ารอบ ๘ ทีม ปีที่สองได้เข้ารอบ ๔ ทีม อาจารย์สุเมธ แก้วทิพยเนตรมาชมการแข่งขันเห็นทีมพลศึกษาเชียงใหม่ก็ชอบและขอไปเล่นธำรงค์ไทยสโมสรที่อาจารย์สุเมธทำทีมอยู่ ขณะนั้นอาจารย์สุเมธกำลังทำทีมบุญรอดอีกทีมหนึ่ง ทีมพลศึกษาเชียงใหม่จึงไปเล่นในนามทีมธำรงไทยสโมสรโดยรวมศิษย์เก่ามาร่วมทีมด้วยรวมทั้งผู้เล่นจากนครสวรรค์ ลำพูน ลำปาง เชียงรายลงเล่นถ้วย ง.ได้ ๔ ทีมสุดท้ายขึ้นไปเล่นถ้วย ค. ได้แชมป์ถ้วย ค.ขึ้นไปเล่นถ้วย ข. แต่หากไปเล่นจะติดเรื่องข้อห้ามไม่มีสิทธิเล่นบอลทีมจังหวัดและทีมเขต ผู้เล่นจึงไม่เล่นต่อ อาจารย์สุเมธต้องฟอร์มทีมใหม่ผมยังคงเล่นด้วยเพราะมุ่งไปเล่นถ้วย ก. แต่ตอนไปเล่นบอลที่แม่สอดเจอปะทะทำให้ขาหัก ลงเล่นไม่ได้ ต้องลงเล่นถ้วย ก.ในปีถัดมา ขณะนั้นอาจารย์สุเมธจ้างนักบอลบราซิลมา ๔ คนทีมมาตรฐานสูงมาก ช่วงนั้นผมเรียนจบและบรรจุเป็นอาจารย์สอนที่วิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่จึงต้องกลับมาทำงาน”

อาจารย์หมูเล่าว่าขณะศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่ ประมาณ พ.ศ.๒๕๒๑ เคยจัดกิจกรรมสอนฟุตบอลเด็กเยาวชนที่สนามเทศบาลนครเชียงใหม่ นอกจากนี้ได้รับเชิญจากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยให้ไปช่วยสอนฟุตบอลให้นักเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยในวันเสาร์อาทิตย์ช่วงเช้าจนนักเรียนเรียกว่า มาสเซอร์หมู ลูกศิษย์คนหนึ่งสมัยนั้นเป็นเด็กบ้านกาด อำเภอแม่วาง เล่นตำแหน่งกองหน้าซึ่งต่อมาได้ดึงเข้าเล่นทีมยุวชนวิทยาลัยพลศึกษาแข่งขันในรายการของเทศบาลนครเชียงใหม่ ปรากฏว่าเด็กบ้านกาดมีทั้งทักษะและความเร็วสามารถยิงประตูได้ถึง ๙ ประตูครองตำแหน่งดาวซัลโวและได้แชมป์ในรายการนี้ อาจารย์หมูกล่าวว่าหากเอาดีทางกีฬาฟุตบอลคงต้องติดทีมชาติอย่างไม่ต้องสงสัย ภายหลังสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นรอง ผบ.ตร. ชื่อศูนย์หน้าผู้นี้คือ พล.ต.อ.ดร.ปิยะ อุทาโย นอกจากนี้ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งที่มาฝึกและฝีเท้าดีเป็นบุตรชายของครูนิรันดร์ พวงแก้ว สอนพลศึกษาที่โรงเรียนปรินส์ฯ ภายหลังรับราชการทหารเรือคือ พลเรือเอกภราดร พวงแก้ว
อาจารย์หมูจบการศึกษาจากวิทยาลัยพลศึกษาปี พ.ศ.๒๕๒๔ และบรรจุรับราชการเป็นอาจารย์ ระหว่างนั้นนอกจากเล่นทีมเชียงใหม่แล้วยังเดินสายเล่นทีมจังหวัดอื่นด้วย
จนในปี พ.ศ.๒๕๓๑ ร่วมเล่นทีมเชียงใหม่ส่งแข่งขันรายการยามาฮ่าไทยแลนด์คัพ
“ตอนเล่นทีมเชียงใหม่แข่งรายการยามาฮ่าไทยแลนด์คัพ ขณะนั้นผมบรรจุเป็นอาจารย์สอนที่วิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่แล้ว อายุ ๓๑ ปีถือว่าอาวุโสที่สุดในทีมจึงทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ชด้วย โค้ชคือ อาจารย์มนูญ มณิปันติ ส่วนผู้จัดการทีมคือ คุณประพฤทธิ์ อินทะพันธุ์
“ไปแข่งขันรอบคัดเลือกภาคเหนือที่จังหวัดพิจิตร ได้เข้ารอบ ๔ ทีม ขณะนั้นมีกติกาว่าแต่ละทีมดึงผู้เล่นจากทีมถ้วย ก.ได้ ๒ คนและจากถ้วย ข.ได้ ๒ คน ทีมเชียงใหม่ ถ้วย ก. ๒ คน คือ ผมเคยเล่นทีมสโมสรธำรงไทยถ้วย ก. อีกคนหนึ่งคือ ประเวช ชัยเนตร เล่นสโมสรโอสถสภาบ้านอยู่ลำปาง ส่วนถ้วย ข. คือ อุดม สุวรรณเลขา เล่นถ้วย ข.สโมสรตำรวจและ สิทธิชัย หีบแก้ว เล่นถ้วย ข.สโมสรถาวรฟาร์ม นครสวรรค์
“เมื่อถึงรอบ ๔ ทีมสุดท้าย ทีมนครสวรรค์ฟ้องทีมพิจิตร(เจ้าภาพ)ว่าดึงตัวผู้เล่นระดับถ้วยเกิน สมัยนั้นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยคือ ชลอ เกิดเทศ มีการตกลงกันว่าให้แข่งขันกันไปก่อน ผลทีมเชียงใหม่แพ้ทีมพิษณุโลก และไปชิงที่ ๓ กับทีมนครสวรรค์ ทีมเชียงใหม่เอาชนะทีมนครสวรรค์ ๑ ต่อ ๐ จำได้ว่าผมเล่นศูนย์หน้าอยู่ในเขตโทษและถูกกองหลังกอดไม่ให้ไปรับบอลจนได้จุดโทษ ยิงเข้าชนะนครสวรรค์ ได้ที่ ๓ สมัยนั้นเล่น ๔-๒-๔ กองหน้าสี่ประสาน คือ ผม, อุดม สุวรรณเลขา, สิทธิชัย หีบแก้วและสุรพล อากาศทิพย์
“มีการฟ้องกันขึ้นทำให้สมาคมฟุตบอลฯ เปลี่ยนแปลงให้ ๔ ทีมของแต่ละโซนไปเล่นที่กรุงเทพฯ รวม ๒๐ ทีม ภาคเหนือจึงไปทั้ง ๔ ทีมคือ ทีมพิจิตร, ทีมพิษณุโลก, ทีมเชียงใหม่และทีมนครสวรรค์ เดินทางไปแข่งขันรอบสุดท้ายที่กรุงเทพฯ พักที่อาคารพักนักกีฬาของสนามฟุตบอลไทยญี่ปุ่นแถวดินแดง
“รอบสุดท้ายจากทั่วประเทศมี ๒๐ ทีม แบ่งเป็น ๔ สายๆ ละ ๕ ทีม ในสายเรามีทีมเชียงใหม่, ทีมอุดรธานี, ทีมปราจีนบุรี, ทีมสมุทรสาครและทีมสุราษฎร์ธานี
“ในรอบแรกผลของเราไม่ดีเลย นัดแรกแข่งที่สนามศุภชลาศัย ทีมเราเสมอทีมอุดรธานี ๑ ประตูต่อ ๑ ผมลงเล่นและถูกเปลี่ยนตัวออกในครึ่งหลัง โค้ชคงเห็นว่าเล่นไม่ดี นัดที่สองแข่งขันกับทีมปราจีนบุรี ที่สนามศุภชลาศัยผมไม่ได้ตัวจริง นัดนี้จำได้ว่าประตูคือ สมพิศ ลิมปชัย ครึ่งแรกถูกนำ ๑ ประตูต่อ ๐ ครึ่งหลังโค้ชสั่งให้วอร์ม ผมเข้าห้องน้ำกลับมาไม่ได้ดูผลคิดว่าคงถูกนำ ๑ ประตูต่อ ๐ เหมือนเดิม ลงเล่นด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจแบบใส่เต็ม และผมยิงได้ ๑ ประตู ในใจคิดว่าเสมอ ๑ ประตูต่อ ๑ ก็ยังดีมีโอกาสเข้ารอบสองได้ พอหมดเวลาการแข่งขันถึงได้ทราบว่าทีมเราแพ้ ๓ ประตูต่อ ๑ คือ ช่วงที่ผมเข้าห้องน้ำเราโดนยิงอีกลูกเป็น ๓ ประตูต่อ ๐
“ตอนนี้เรามีเพียงแต้มเดียวจากการเสมอกับทีมอุดรธานี
“นัดที่สามพบทีมสมุทรสาครที่สนามศุภชลาศัย นัดนี้ผมลงตัวจริงและเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนและสร้างกำลังใจให้น้องๆ ในทีม เราหวังชนะเพื่อลุ้นเข้ารอบ แต่ที่ไหนได้ครึ่งแรกเราถูกนำ ๒ ประตูต่อ ๐ จากการผิดพลาดของประตูจนต้องเปลี่ยนให้ ร้อย สีเพียง ลงแทนสมพิศ ลิมปชัย ช่วงพักครึ่งผมบอกน้องๆ ในทีมว่าหากเราแพ้นัดนี้เราต้องกลับบ้านแน่ เราซ้อมกันมาอย่างหนักและลงทุนไปมากกว่าจะมาแข่งรอบนี้ได้ มีเวลาอีก ๔๕ นาทีเท่านั้นขอให้ทุกวันวิ่งเต็มที่ เล่นเต็มที่
“ครึ่งหลังเปลี่ยนให้ นิคม ยานะ เด็กใหม่จากลำพูน กำลังเรียนมัธยมปลายอยู่โรงเรียนจักรคำฯ อายุน้อยสุดในทีมลงแบ็คซ้าย จัดให้ประเวศ ชัยเนตร เซ็นเตอร์เปลี่ยนไปยืนค้ำที่แดนหน้าหาจังหวะทำประตู เปลี่ยนให้สมหมาย คงตาล ผู้เล่นจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาเล่นหลังแทน การเปลี่ยนตัวครึ่งหลังได้ผล ๑๐ นาทีแรก ประเวศยิงตีตื้นมาเป็น ๒ ประตูต่อ ๑ หลังจากนั้นทีมเรายิงเพิ่มจนพลิกชนะทีมสมุทรสาคร ๕ ประตูต่อ ๒ นัดนี้ผมยิง ๑ ลูก
“นัดที่สี่ นัดสุดท้ายรอบแรก ทีมเราเจอทีมสุราษฎร์ธานีที่สนามไทย-ญี่ปุ่น ทีมเรากำลังฮึกเหิมจากชัยชนะนัดที่แล้ว ผมได้ลงตัวจริงและเอาชนะทีมสุราษฎร์ธานีไป ๓ ประตูต่อ ๐ ตอนนี้ก็ต้องลุ้นคะแนนในสายเพื่อเข้ารอบ
“ปรากฏว่าทีมเชียงใหม่คะแนนเท่ากับทีมอุดรธานี ตามระเบียบขณะนั้นไม่ได้นับลูกได้เสีย ต้องใช้การจับฉลากเพื่อเข้ารอบ ใครดวงดีก็ได้เข้ารอบ
“อาจถือว่าเป็นความดวงดีครั้งที่ ๒ ของทีมเชียงใหม่เราก็ว่าได้ หลังจากดวงดีครั้งแรกที่สมาคมฟุตบอลฯ เปลี่ยนจากคัด ๒ ทีมของแต่ละเขตเปลี่ยนมาให้ ๔ ทีมเข้ามาเล่นที่กรุงเทพฯ โดยทีมเราได้ที่ ๓”
“อาจารย์หมู” กับเบื้องหลังแชมป์ยามาฮ่าไทยแลนด์คัพปี ๒๕๓๑(๒)
ทีมจังหวัดเชียงใหม่เข้ารอบสุดท้ายจากทั่วประเทศมี ๒๐ ทีม แบ่งเป็น ๔ สายๆ ละ ๕ ทีม ในสายเรามีทีมเชียงใหม่, ทีมอุดรธานี, ทีมปราจีนบุรี, ทีมสมุทรสาครและทีมสุราษฎร์ธานี
คัด ๒ ทีมเข้ารอบต่อไป ทีมเชียงใหม่คะแนนเท่ากับทีมอุดรธานี ต้องใช้วิธีจับฉลากหาทีมเดียวเข้ารอบ ๘ ทีมต่อไป อาจารย์หมูเล่าบรรยากาศและแนวคิดในขณะนั้นว่า
“อาจารย์มนูญ มณิปันติ มาปรึกษาผมในฐานะผู้ช่วยโค้ช(อีกตำแหน่งหนึ่ง)ว่าจะให้ใครจับดี อาจารย์มนูญให้ความเห็นว่าควรให้สมหมาย คงตาล เป็นตัวแทนจับเพราะเพิ่งจะบวชและสึกมาก่อนมาแข่งครั้งนี้(ขณะนั้นผมยังสั้นเพราะเพิ่งสึกมา)และอีกอย่างสมหมายยังตกงาน บรรจุเข้าทำงานที่ไหนยังไม่ได้ ผมแย้งและให้ความเห็นว่าการจับฉลากควรให้คนที่มีดวงด้านการพนัน ผมรู้ว่าผู้จัดการทีมของเราคือ คุณประพฤทธิ์ อินทะพันธุ์ มีดวงเรื่องการพนันและให้เหตุผลอีกข้อหนึ่งว่า หากจับผิดพลาดก็ถือว่าคนที่สำคัญที่สุดคือ ผู้จัดการทีมเป็นผู้รับผิดชอบ อาจารย์มนูญเห็นด้วย
“จับฉลากครั้งแรกเลือกลำดับคนจะจับก่อนหลัง คุณประพฤทธิ์จับได้หมายเลข ๑ มีสิทธิ์จับฉลากก่อน เมื่อจับมาแล้วคุณประพฤทธิ์กุมไว้ที่หน้าอกยังไม่เปิด รอตัวแทนทีมอุดรธานีจับก่อน จับแล้วตัวแทนทีมอุดรธานีเปิดและทำหน้าตาผิดหวัง พวกเราก็ต้องเฮกัน คุณประพฤทธิ์เปิดมาก็ได้เข้ารอบ
“ทีมเราดวงดีเป็นครั้งที่ ๒ แล้ว
“เข้ารอบ ๘ ทีม แข่งแบบน็อกเอาท์ แพ้กลับบ้าน นัดแรกเจอทีมนครสวรรค์ เคยเจอกันตอนแข่งบอลเขตภาคเหนือเราชนะ ๑ ประตูต่อ ๐ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเราจะชนะเพราะรู้ฝีเท้ากันมาก่อน ผู้เล่นทีมนครสวรรค์บางคนเรียนพลศึกษาเชียงใหม่เคยเป็นลูกศิษย์ผมด้วย ผลการแข่งขันเราชนะ ๑ ประตูต่อ ๐ ตามคาด
“เข้ารอบรอบชนะเลิศ(๔ ทีมสุดท้าย) เราไปพบทีมสงขลาซึ่งถือว่าเป็นทีมเต็งหนึ่งของการแข่งขันครั้งนี้ เตรียมทีมมาดี แข่งขันที่สนามศุภชลาศัย ทีมเราแข่งคู่ที่สอง คู่แรกระหว่างทีมปราจีนบุรีกับทีมสตูล ผมไม่ได้ดูการแข่งขันคู่แรก เราลงสนามคู่สองก่อนแข่งเป็นรองทีมสงขลาถึง ๑๐ ต่อ ๑ แบบไม่มีคนรอง สื่อมวลชนก็วิเคราะห์ว่าทีมเชียงใหม่ไม่มีทางสู้ได้ ผมวางแผนบอกน้องๆ ในทีมครึ่งแรกขอพวกเราเน้นตั้งรับก่อน ครึ่งหลังค่อยหาโอกาสเข้าทำ ครึ่งแรกทีมสงขลาบุกเราตลอด ผมเล่นปีกซ้ายต้องลงมาช่วย นิคม ยานะ ที่เล่นแบ็คซ้าย ทีมสงขลายิงเราแต่เราดวงดี ยิงชนเสาบ้าง ชนคานบ้าง ติดผู้รักษาประตูบ้าง นัดนี้ร้อย สีเพียง เป็นผู้รักษาประตู ครึ่งแรกเรายันเสมอ ๐ ประตูต่อ ๐ ผมคิดวางแผนที่จะเจาะผ่านแบ็คขวาของทีมสงขลา ชื่อ ปรารภ ทองตัน เคยเล่นทีมธนาคารกรุงเทพฯ ถ้วย ข. เป็นคนเล่นแบบบอลแบบเหนือชั้น ได้บอลแล้วมักเลี้ยงหลบคู่ต่อสู้ ครึ่งหลังผมวางแผนให้ร้อย สีเพียง ผู้รักษาประตู ได้บอลแล้วเตะมาทางปีกซ้าย และให้ อุดม สุวรรณเลขา ศูนย์หน้าคอยหาจังหวะทำประตู ผมจะโหม่งส่งให้ แผนนี้ได้ผลมีจังหวะหนึ่งที่ร้อย สีเพียง เตะส่งโด่งมา ผมแย่งโหม่งเช็ดส่งบอลจังหวะเดียวมาระหว่างเซ็นเตอร์และแบ็คทีมสงขลา อุดม สุวรรณเลขาที่รออยู่แล้ววิ่งมาเอาบอลและยิงเข้า นำทีมสงขลา ๑ ประตูต่อ ๐
“ลูกที่สอง ผมได้บอลทางปีกซ้าย คืนบอลให้ นิคม ยานะ แบ็คซ้าย นิคมปาดจังหวะเดียวให้อุดม สุวรรณเลขาและส่งบอลใส่พานให้ สิทธิชัย หีบแก้ว ที่วิ่งมายิงเข้านำ ๒ ประตูต่อ ๐
“ลูกที่สาม ปรารภ ทองตัน แบ็คขวาของทีมสงขลาได้ครองบอลและพยายามจะโยกหลอกผมและหักหลบ แต่ผมรู้ทันและแย่งบอลได้ ลากบอลผ่านทำให้ถูกเตะขาหลัง ผมส่งจ่ายพานให้สิทธิชัย หีบแก้ว ยิงเข้าและลูกสุดท้ายก่อนหมดเวลา ๑๐ นาที สุรพล อากาศทิพย์ปีกขวายิงไกล ประตูทีมสงขลาปัดมาด้านซ้ายเข้าเท้าผม ผมเลี้ยงหลบประตูและแปเข้า ทำให้ทีมเราชนะทีมสงขลาถึง ๔ ประตูต่อ ๐ หักปากกาเซียน ทำเอาทีมสงขลาเซ็งกันทั้งทีมเพราะหวังแชมป์เพื่อชื่อเสียงของนายกรัฐมนตรีขณะนั้น คือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นชาวจังหวัดสงขลา สื่อมวลชนพาดหัวข่าวว่า หักปากกาเซ็น ลูกป๋าช้ำหนัก
“ทีมเชียงใหม่เข้าไปชิงกับทีมสตูล ที่ชนะทีมปราจีนด้วยการยิงลูกโทษ
“คืนก่อนแข่งขันมีเหตุการณ์ที่ส่งผลอย่างมากทำให้ทีมเชียงใหม่ได้แชมป์ อาจเป็นการดวงดีครั้งที่ ๓ ก็ว่าได้
“ทีมเราพักที่อาคารของสนามไทย-ญี่ปุ่น ช่วงค่ำวันก่อนชิงชนะเลิศรู้สึกบรรยากาศซึมๆ ผมแนะนำคุณประพฤทธิ์ ผู้จัดการทีมว่าน่าจะเช่าโทรทัศน์มาให้พวกเราดูกัน คุณประพฤทธิ์เห็นด้วยและไปหาเช่ามาราคา ๕๐ บาทมานั่งดูกัน พอเปิดช่อง ๗ ก็มีถ่ายทอดสดการยิงจุดโทษของทีมปราจีนบุรีกับทีมสตูล ผมเห็นก็นึกขึ้นมาได้หากเราต้องยิงลูกโทษกับทีมสตูลเราต้องวางแผนเพื่อหวังชนะ และรู้ว่าการยิงลูกโทษผู้เล่นมักยิงด้านใดด้านหนึ่งแบบเดิมที่เคยฝึกซ้อมมา ผมให้ประตู คือ ร้อย สีเพียง ไปหากระดาษและปากกามาจดหมายเลขของทีมสตูลว่าใครยิงไปด้านไหนเพื่อใช้วางแผนรับมือ

“การแข่งขันนัดชิงชนะเลิศที่สนามศุภชลาศัย รูปเกมสตูลเล่นดีกว่าต่อบอลกันได้และยิงนำทีมเราไป ๑ ประตูต่อ ๐ แต่ดูเหมือนโชคจะทำให้ทีมเราได้แชมป์ มีจังหวะหนึ่งที่เราบุกโต้ไปหน้าประตูทีมสตูล ประตูชกบอลออกมาทางซ้ายของทีมเรา แบ็คขวาของสตูลที่มาถึงบอลก่อนและต้องเตะให้พ้นพื้นที่อันตรายกลับลื่นล้มลงทำให้ผมได้ครองบอล ผมส่งให้ อุดม สุวรรณเลขาโหม่งตีเสมอได้ ๑ ประตูต่อ ๑ ต่อมาวันชัย ห้วยกะแด ทีมสตูลเล่นฟาวล์โดยดึงผมของ อุดม สุวรรณเลขาไม่ให้เลี้ยงผ่านได้ ตอนนั้น อุดม เรียนอยู่แม่โจ้ไว้ผมยาวและมัดไว้ด้านหลัง กรรมการให้ใบแดงไล่วันชัยออก ทำให้เราเล่นง่ายขึ้น จนหมดเวลาทีมเราเปลี่ยนผู้รักษาประตูให้ สมพิศ ลิมปชัยลงแทน ร้อย สีเพียง เพราะถนัดรับลูกโทษดีกว่า ผลเสมอ ๑ ประตูต่อ ๑ จึงต้องยิงจุดโทษ
“ผมบอกอาจารย์มนูญ ว่าผมจะไม่ยิงแต่จะวางแผนให้ผู้รักษาประตู คือ สมพิศ ผมไปยืนในกรอบวงกลมในสนามด้านขวาสุด และนำข้อมูลที่จดว่าทีมสตูลหมายเลขอะไรยิงไปทางไหน ซ้ายหรือขวามาดู คอยให้สัญญาณสมพิศ หากผมยกมือขวาให้พุ่งไปทางขวาของผม(ซ้ายของสมพิศ ลิมปชัย)
“วิธีการนี้ทำให้สมพิศ เซฟได้ ๒ ลูก ทีมเรายิงชนคาน ๑ ลูกชื่อน้อย มาจากทีมแม่โจ้ ทำให้ทีมเชียงใหม่ชนะทีมสตูลและได้แชมป์ด้วยความดีใจ
“นัดชิงชนะเลิศมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗ สี ทำให้สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นที่รู้จักว่าในเชิงกีฬาฟุตบอลแล้วเราไม่ได้ด้อยกว่าจังหวัดอื่น เรามีนักฟุตบอลที่เก่งคว้าแชมป์ระดับประเทศได้

“ผมมาคิดดูแล้วหากวันก่อนแข่งขันไม่ได้ดูโทรทัศน์และเผอิญที่เปิดเจอการยิงลูกโทษของทีมสตูลทำให้ผมได้ข้อมูลมาวางแผน ไม่เช่นนั้นคงยิงลูกโทษแพ้สตูลค่อนข้างแน่นอน ถือเป็นดวงดีครั้งที่ ๓ ก็ว่าได้ กว่าจะมาถึงแชมป์ต้องเผชิญขวากหนามมากมาย ไม่ใช่เรื่องง่าย
“ส่วนหนึ่งก็เหมือนเขาลิขิตมาว่าจะได้แชมป์

“หลังได้แชมป์วันรุ่งขึ้นก็เดินทางกลับเชียงใหม่ทางรถไฟ ถึงเชียงใหม่ทางจังหวัดเชียงใหม่จัดการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ นั่งรถในขบวนแห่จากสถานีรถไฟไปยังลานประตูท่าแพ มีการกล่าวสดุดี หลังจากนั้นมีการจัดเลี้ยงฉลองแชมป์ที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มีการจัดแบ่งเงินรางวัล ๓๐๐,๐๐๐ บาทโดยเราตกลงกันตั้งแต่แรกแล้วว่าเงินรางวัลแบ่งให้ผู้จัดการทีม ๔๐ เปอร์เซ็นต์เพราะเป็นคนออกค่าใช้จ่าย อีก ๖๐ เปอร์เซ็นต์นำมาหารแบ่งกันโดยรวมกับเงินอัดฉีดจากคุณวรกร ตันตรานนท์ ประธานฝ่ายฟุตบอลฯ ๓๐,๐๐๐ บาท แต่ละคนจะได้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท ส่วนบางคนที่มีชื่อแต่ติดภารกิจไม่ได้ไปร่วมก็ได้ประมาณ ๕,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท”
หลังจากประสบความสำเร็จได้แชมป์รายการยามาฮ่าไทยแลนด์คัพแล้ว อาจารย์หมูเล่นทีมจังหวัดเชียงใหม่อีกไม่นานก็ต้องกลับมาเน้นการทำงานเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่ นอกจากงานประจำแล้วยังทำหน้าที่บริการสังคมด้านการสอนฟุตบอลเด็กเยาวชน รับหน้าที่เป็นผู้ตัดสินฟุตบอลรวมทั้งกรรมตัดสินกีฬามวยไทยด้วย
ด้านหน้าที่การงานเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง เคยดำรงตำแหน่งอาจารย์สายผู้สอนหัวหน้างานบริการชุมชน, หัวหน้างานประชาสัมพันธ์ โดยรับราชการอยู่ที่มหาวิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่ ๑๗ ปี ต่อมาขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดสุโขทัย, รองผู้อำนวยการวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดสุโขทัย, ผู้ช่วยอธิการบดีสถาบันการกีฬาแห่งชาติวิทยาเขตสุโขทัย ๖ ปีและต่อมาย้ายมาตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและกิจการพิเศษสถาบันการพลศึกษาที่กรุงเทพฯ ๗ ปี ย้ายไปจังหวัดชลบุรี ๑ ปี และตำแหน่งสุดท้ายคือ รองอธิการบดีสถาบันการพลศึกษาเชียงใหม่รวม ๑๐ ปี

ด้านครอบครัวสมรสกับ ผศ.ดร.ศิริพร สัตยานุรักษ์ มีบุตรธิดา ๒ คน คือ น.ส.พันธิตา สัตยานุรักษ์ ทำงานอยู่ประเทศออสเตรเลียและนายฐปนัท สัตยานุรักษ์ อาชีพนักแสดงและนายแบบ
อาจารย์หมูกล่าวสรุปถึงทีมเชียงใหม่ชุดแชมป์ยามาฮ่าไทยแลนด์คัพปี ๒๕๓๑ ว่า
“แม้จะมีเรื่องโชคเรื่องดวงช่วย แต่สิ่งสำคัญคือ ความสามารถ ทีมเชียงใหม่ที่ได้แชมป์ชุดนั้นถือว่าครบเครื่องทั้งประตู กองหลัง กองกลางและกองหน้า โดยเฉพาะสภาพจิตใจสามารถฟันฝ่ามาจนได้แชมป์ได้ ผมภูมิใจที่มีส่วนในความสำเร็จนี้ ซึ่งต้องขอบคุณโค้ชอาจารย์มนูญ มณิปันติ รวมทั้งผู้จัดการทีม คุณประพฤทธิ์ อินทะพันธุ์ที่ทุ่มเทสละทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาให้กับทีมเชียงใหม่ชุดนี้ รวมทั้งอาจารย์เจียม ดวงสงค์ เป็นอาจารย์สอนวิทยาลัยแม่โจ้ขณะนั้นขับรถพานักบอลจากแม่โจ้มาซ้อมที่สนามเทศบาลนครเชียงใหม่ทุกวัน
“แม้ถ้วยรางวัลแชมป์ยามาฮ่าไทยแลนด์คัพเป็นถ้วยพระราชทาน เมื่อครองครบ ๑ ปีต้องส่งคืนให้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย แต่ความทรงจำที่ร่วมนำทีมเชียงใหม่คว้าแชมป์รายการนี้ได้ถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของวงการฟุตบอลเชียงใหม่ซึ่งเยาวชนรุ่นต่อไปควรได้เรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง.
พ.ต.อ.อนุ เนินหาด เรียบเรียง